วางแผนการเงิน


ผู้เขียน สาเหตุที่เอาบทความชิ้นนี้มาเสนอเห็นว่ามีประโยชน์บางส่วนในเรื่องของการออม และการวางแผนชีวิตในอนาคตข้างหน้า แต่ไม่ได้ลงทั้งหมดเพราะเนื้อหาโดยส่วนใหญ่ช่วงท้ายจะเป็นการเน้นให้เข้าลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าตลาดหุ้นไทยยังเป็นลักษณะของตลาดเก็งกำไรแบบการพนัน ไม่ใช่เป็นการเป็นการลงทุน อย่างแท้จริงทั้งนี้ผู้ที่ต้องการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์คงต้องศึกษาให้ละเอียดรอบครอบมากกว่านี้

ย้อนไปเพียง 10 ปี อาจกล่าวได้ว่า “การวางแผนการเงิน” นั้นแทบจะไม่ใช่เป็นเรื่องสลักสำคัญอย่างใดสำหรับสังคมไทย
ถ้าพูดถึงเรื่องนี้ คงมีคนไม่มากนักที่จะเข้าใจว่าการวางแผนการเงินคืออะไร หรือรู้ว่าการวางแผนการเงินนั้นสำคัญเพียงใด
และก็คงมีจำนวนน้อยลงไปอีกมาก หากจะนับเฉพาะคนที่มีความรู้ทางการเงิน ถึงขั้นรู้วาจะวางแผนการเงินกันอย่างไร
คุณอาจสงสัยว่า ถ้าคนรุ่นพ่อรุ่นแม่ของเราไม่มีความจำเป็นหรือเคยต้องวางแผนการเงินแล้ว มีเหตุผมอะไรที่เราต้องหันมาให้ความสนใจกับเรื่องนี้ด้วยล่ะ
ตอบอย่างกำปั้นทุบดิน
ก็เพราะอนาคต (รวมทั้งปัจจุบัน) นั้นจะไม่เหมือนกับอดีตอีกแล้วนะสิ
ความจริงแล้ว สาเหตุสำคัญที่คนรุ่นแม่ของเราไม่ต้องเสียเวลามาวุ่นวายกับเรื่องของการวางแผนการเงินเพื่ออนาคตนั้น
ไม่ใช่เพราะว่าท่าน “ไม่รู้” ว่ามีความสำคัญแต่ความเป็นจริงแล้ว เป็นเพราะเรื่องนี้ “ไม่จำเป็น” สำหรับคนในยุคก่อนต่างหากเป็น งง ใช่มั้ยละ ใจเย็น ๆ เราจะอธิบายให้คุณฟังอยางละเอียดในลำดับถัดไป
แต่ประเด็นสำคัญที่เราอยากจะบอกคุณก่อนอื่นใดเลย ก็คือ
ถ้าคุณยังทำทุกอย่างตามความเคยชิน เช่นในอดีต โดยไม่ตระหนักถึงความจริงที่จะเปลี่ยนไปอย่างชนิดหน้ามือเป็นหลังมือจากอดีตและปัจจุบันแล้วในที่สุด ตัวคุณเองนั่นแหละที่จะตกเป็นเหยื่ออย่างใน “ทฤษฎีกบ” ก็ได้
ฝรั่งมักจะเปรียบเปรยเรื่องของความสามารถในการปรับตัวไปตามการเปลี่ยนแปลงกับสัตว์ชนิดหนึ่ง คือ กบ
เพราะกบเป็นสัตว์ที่สามารถปรับตัวเองให้เข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดีมาก โดยเฉพาะสภาพแวดล้อมที่มีการเปลี่ยนแปลงแบบช้า ๆ ค่อยเป็นค่อยไป
ถ้าคุณโยนกบตัวหนึ่งลงไปในหม้อน้ำทั้งตั้งเดือด จะรีบกระโดดออกมาจากหม้อต้มน้ำนั้นอย่างรวดเร็ว
แต่ถ้าคุณโยนมันลงไปในหม้อขณะที่น้ำยังเย็นอยู่ และค่อย ๆ เร่งไปให้แรงขึ้นที่จะเล็กละน้อย กบตัวนั้นจะค่อย ๆ ปรับตัวจนรู้สึกเคยชินกับสภาพแวดล้อมใหม่ที่มีอุณหภูมิเพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ
ซึ่งกว่าจะเริ่มรู้สึกตัว
ก็กลายเป็น “กบต้ม” ไปแล้ว

เหตุผล 5 ประการที่คุณควรใส่ใจเรื่องการวางแผนการเงิน

เหตุผล 1 คนเราจะมีอายุยืนยาวขึ้น
ในช่วง 30 ปี ที่ผ่านมาประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านประชากรอย่างต่อเนื่องโดยมีแนวโน้มที่เห็นได้อย่างชัดเจนหลายประการ คือ
*อัตราเกิดมีแนวโน้มลดลงทุกปี ทำให้อัตราการเพิ่มของประชากรไทยมีแนวโน้มลดลงเป็นลำดับ
*คนไทยโดยเฉลี่ยมีอายุยืนยาวขึ้น
*จำนวนประชากรวัยหลังเกษียณเพิ่มขึ้น ในอัตราที่รวดเร็วกว่าจำนวนประชากรวัยทำงาน
*ครัวเรือนมีขนาดเล็กลงเรื่อย ๆ

เมื่อย้อนไปประมาณ 30 ปีที่แล้ว (พ.ศ.2510-2520) อายุคาดหมายเมื่อแรกเกิด ของประชากรชายและหญิงไทย อยู่ที่ 58 ปี และ 63 ปีตามลำดับ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าชายไทยโดยเฉลี่ยนั้นเสียชีวิตก่อนเกษียณส่วนหญิงไทยก็มีชีวิตหลังเกษียณเพียง 3 ปีเท่านั้น

แต่เมื่อถอยกลับไปเมื่อ 10 ปีที่แล้ว (พ.ศ.2533-2538) จะเห็นว่าอายุขัยโดยเฉลี่ยของคนไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยชายไทยจะมีอายุโดนเฉลี่ย 64 ปี ส่วนหญิงไทยนั้นจะมีอายุโดยเฉลี่ยยืนยาวกว่า คือ 69 ปี แต่ถึงกระนั้นจะเห็นได้ว่า
เมื่อก่อนนี้ คนไทยจะมีชีวิตหลังเกษียณไม่นานมัก (จึงไม่จำเป็นต้องวางแผนการเงินเพื่อเกษียณ)

อย่างไรก็ตาม ด้วยความก้าวหน้าทางด้านการแพทย์และสาธารณสุขที่มีการพัฒนาขึ้นเป็นลำดับ ได้ส่งผลให้คนไทยโดยเฉลี่ยมีอายุที่ยืนยาวขึ้น จากตัวเลขคาดประมาณของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติอายุขัยโดยเฉลี่ยของคนไทยจะสูงขึ้นอีก โดยชายไทยจะมีอายุ 75 ปี และหญิงไทยจะมีอายุถึง 80 ปี

นั่นหมายความว่า โดยความน่าจะเป็นแล้ว คุณจะต้องมีชีวิตหลังเกษียณยาวนานถึง 15 ปีถ้าคุณเป็นเพศชาย และ 20 ปี ถ้าเป็นเพศหญิง คุณจะมีชีวิตอยู่ได้อย่างไร ถ้าไม่มีการวางแผนการเงินเพื่อชีวิตหลังวัยเกษียณ

เหตุผล 2 ภาระที่เพิ่มขึ้นในการดูแลผู้สูงวัย
นอกจากแนวโน้มอายุขัยที่ยืนยาวขึ้นแล้ว การที่สัดส่วนของประชากรวัยทำงานเทียบกับประชากรวัยเกษียณที่ลดลง และขนาดของครัวเรือนที่เล็กลง ก็จะมีผลกระทบอย่างมากต่อการดำรงชีวิตหลังเกษียณในช่วง 10-20 ปีข้างหน้าด้วยเช่นกัน

คนรุ่นพ่อรุ่นแม่เรานั้น อาจอาศัยลูก ๆ หลาน ๆ ช่วยเหลือเจือจุนได้ เพราะสังคมไทยแต่เดิมนั้นอาศัยอยู่ด้วยกันเป็นครอบครัวใหญ แต่ในระยะ 10 กว่าปีที่ผ่านมาสังคมไทยมีแนวโน้มจะเปลี่ยนไปตามสังคมตะวันตก โดยมีการแยกตัวออกมาจากพ่อแม่เมื่อแต่งงานไปมีครอบครัวของตนเองมากขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะที่สวัสดิการที่คนชราได้รับจากรัฐบาลยังห่างไกลจากประเทศตะวันตกมากอย่างที่เรา ๆ ท่าน ๆ รู้กันอยู่

การที่แต่ละครอบครับมีลูกน้อยลงนั้น การจะพึ่งลูกหลานเหมือนในอดีตจึงเป็นสิ่งที่คาดหวังได้ยาก

มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ศึกษาถึงแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงทางด้านประชากรของประเทศไทยในอีก 20 ปีข้างหน้าพบว่าสัดส่วนของประชากรวัยทำงานเทียบกับประชากรวัยเกษียณจะลดลงจาก 6:27:1 หรือ 3:26:1
นั่นเป็นตัวเลขเฉลี่ยทั่วประเทศ แต่สำหรับสังคมเมืองเดี๋ยวนี้ ที่แต่ละครอบครัวมักจะมีลูกกันเพียง 1-2 คนนั้น อัตราส่วนดังกล่าวอาจอยู่ที่ระดับ 1:1 (ลูก 2 คนร่วมกันรับภาระเลี้ยงดูพ่อกับแม่) หรือ 1:2 (ลูก 1 คนรับภาระเลี้ยงดูทั้งพ่อและแม่) เท่านั้นแสดงให้เห็นว่า ถ้าคุณไม่ได้วางแผนการเงินสำหรับการดูแลตัวเองในช่วงเกษียณแล้ว ใน 20 ปีข้างหน้า ผู้สูงวัยนั้นจะเป็นภาระของลูกหลานเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันอีกหลายเท่าตัว

เหตุผล 3 ความเสี่ยวทางเศรษฐกิจมีมากขึ้น
นับวัน โลกาภิวัตน์ ได้ย่อโลกให้มีขนาดเล็กลง ๆ จนกลายเสมือนหนึ่ง “โลกที่ไร้พรมแดน” เพราะปัจจัยที่เกิดขึ้นกับประเทศหนึ่ง ๆ สามารถส่งผลกระทบถึงประเทศอื่น ๆ ได้อย่างกว้างขวางเสมือนกับอยู่ในประเทศเดียวกัน

ตัวอย่างเช่น ผลจากวิกฤตเศรษฐกิจ ซึ่งเริ่มต้นมากจากการที่ประเทศไทยถูกโจมตีค่าเงินบาทเมื่อปี 2540 (ที่ฝรั่งเรียกว่า “โรคต้มยำกุ้ง”) และส่งผลกระทบอย่างรุนแรง และกลายเป็นปัญหาลุกลามเป็นปัญหาไปทั่วเอเชียนั้น ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้มีคำสั่งระงับการดำเนินงานของสถาบันการเงินทีเดียวพร้อมกันถึง 16 แห่ง ในเดือนมิถุนายน 2540 และตามมาอีก 42 แห่งในเดือนสิงหาคม 2540 ซึ่งในที่สุดได้สั่งปิดสถาบันการเงินเหล่านั้นเป็นการถาวรรวม 56 แห่งในเดือนธันวาคม 2540

เหตุการณ์ดังกล่าวได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อธุรกิจอื่น ๆ ที่อยู่นอกภาคสถาบันการเงินด้วย ส่งผลให้ธุรกิจใหญ่ และเล็กต้องปิดตัวเองราวกับใบไม้ร่วง อัตราการว่างงานของทั้งประเทศเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่าตัว จากระดับต่ำกว่า 2% ในปี 2540 เป็น 5% ในช่วงกลางปี 2541 ทำให้ “คนจน” เพิ่มขึ้นกว่า 2 ล้านคน

นอกจากนี้การที่ธุรกิจมีการแข่งขันที่สูงขึ้น ย่อมทำให้บริษัทต่าง ๆ ต้องปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ในการต่อสู้ดิ้นรนดังกล่าว ธุรกิจที่เข้มแข็งเท่านั้นที่จะอยู่รอด และหนีไม่พ้นที่ต้องมีธุรกิจจำนวนหนึ่งที่จะต้องล้มหายตายจากไป ทั้งนี้ หนึ่งในวิธีการปรับตัวเพื่อความอยู่รอดที่ธุรกิจต่าง ๆ มักนำมาใช้เสมอคือ การปรับลดขนาดองค์กร ดังนั้น
ความมั่นคงทางด้านอาชีพการงานในอนาคตจึงน่าจะมีน้อยลง
ที่เป็นเหตุผลที่สำคัญอีกข้อหนึ่ง (นอกเหนือจากการวางแผนการเงินเพื่อเกษียณอายุซึ่งเป็นการวางแผนการเงินระยะยาว) ที่คุณควรจะต้องคิดถึงการตระเตรียม “เงินรองรัง” สำหรับการจับจ่ายใช้สอยในครอบครัวของคุณยามฉุกเฉินได้ด้วย


จากหนังสืออยากรวย ต้องรู้ จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

 

Copy right @ 2013 by nsbest.co.th All rights reserved .

99/18 หมู่ 11 ซอยเสนานิคม 1 ถนนพหลโยธิน แขวงลาดพร้าว เขตลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร

โทร 02-9423520-2 โทรสาร 02-5702569