โปรไฟล์ / งานบัญชี / แผนที่ / ติดต่อเรา / กลับหน้าแรก

 

3 มีนาคม 2557

แบ่งหุ้นกันยังไง

เมื่อเร็วๆ นี้ลูกค้าที่เป็นผู้บริหารบริษัทแห่งหนึ่ง โทรมาหลายครั้งให้ผมช่วยตัดสินใจให้ที หรือขอความเห็นว่าจะเจรจายังไง กับการแบ่งหุ้นให้หุ้นส่วน เพราะเขาต้องการถอนหุ้น เสมือนว่าอยากเลิกบริษัท แต่ผู้บริหารไม่อยากเลิก แต่เขาถือหุ้นเพียง 35% ถ้าลงมติในที่ประชุมที่มีการล็อบบี้กันเรียบร้อย ก็ถือว่าแพ้มติในที่ประชุมแน่นอน

บริษัทนี้มีทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาทลงกันจริงๆ ทำงานกันมาหลายปีบริษัทก็มีกำไรบ้างขาดทุนบ้าง ในแต่ละเดือน แต่ยังเหลือกำไรสะสมอยู่พอสมควร ธุรกิจในไทยโดยส่วนใหญ่ก็จะมีบัญชี 2 เล่ม เล่มแรกที่บริษัทถืออยู่ และเล่มสองเป็นบัญชีที่ยื่นสรรพากร 2 เล่มนี้จะไม่ตรงกันโดยปกติ เพราะค่าใช้จ่ายบางชนิดไม่สามารถลงได้ เพราะไม่เป็นไปตามประมวลรัษฎากร

ทำให้งบที่ส่งสรรพากรจะมีกำไรมากกว่า ซึ่งถ้าหากนักบัญชีเลือกวิธีลงบัญชีแบบลงค่าใช้จ่ายทั้งหมด ที่ไม่ถูกต้อง เมื่อลงหมดก็ต้องใช้วิธีบวกกลับ เป็นค่าใช้จ่ายไม่ถือเป็นรายจ่ายทางภาษี ก็ทำได้แต่งบการเงินจะแย่ถึงแย่มาก เพราะบางปีบริษัทจะมีผลขาดทุนก็จริง แต่พอบวกกลับค่าใช้จ่ายไม่ถือเป็นรายจ่าย ตามหลักภาษีจะต้องมีภาษีที่ต้องนำส่ง งบขาดทุนแต่ต้องจ่ายภาษี

งบการเงินที่ส่งให้สรรพากรมีกำไรสะสม ยอดถึงปี 56 น่าจะประมาณ 10 ล้าน ถ้าต้องเลิกกิจการก็ต้องจ่ายภาษีเงินปันผล 10% คือ 1 ล้านบาท แต่ในงบการเงินภายในมีกำไรสะสมอยู่ 5 ล้านกว่าบาท ในหมวดสินทรัพย์มียอดอยู่ประมาณ 6 ล้านกว่า แล้วจะแบ่งกันอย่างไร

เริ่มต้นทางผู้บริหารจะจ่ายคืนหุ้นพร้อมกำไรสะสม รวมทุนแล้ว 3 เท่า เพราะเขาไม่ต้องการเลิกบริษัท จำนวนเงินคือ 650,000 คูณ 3 ก็จะตก 1.95 ล้านบาทคืนผู้ถือหุ้นตามสัดส่วน แต่ทางผู้ถือหุ้นไม่ยอมต้องการให้เอาสินทรัพย์ 6 ล้านกว่าบาทมาหารเฉลี่ยเท่ากัน

คราวนี้ก็เกิดคำถามแล้วภาษีจากเงินปันผล 10% จำนวน 1 ล้านบาท ต้องมาลบออกจากหุ้นส่วนต้องมาคำนวณด้วย เพราะถ้าเลิกบริษัทยังไงก็ต้องจ่ายภาษีนี้ออกไป เงินที่จ่ายคืนผู้ถือหุ้นทุกคน ก็จะตก 5 ล้านกว่าบาทที่เหลืออยู่ในบัญชีสินทรัพย์ ถ้าเอาจำนวนนี้มาหารผู้ถือหุ้น 65% ก็จะมีเงินออกจากบริษัท 3.25 ล้านบาท

ทางผู้บริหารก็ไม่ยอมเพราะการทำอย่างนั้น มันเหมือนจะปิดบริษัท เขาต้องการทำบริษัทต่อการจ่ายเงินออกจากบริษัทมากขนาดนั้น บริษัทจะไม่มีเงินสดหมุนเวียนแล้วเขาถือว่าไม่แฟร์เหมือนกัน ทางผู้บริหารก็คิดว่าถ้าต้องการแบบนั้นก็ไปฟ้องเอาแล้วกัน

อีกประเด็นก็คือมีหุ้นส่วนอีกคนที่ถือหุ้น 10% เขาไม่อยากถอนหุ้นแต่ถูกล็อบบี้แล้วไม่กล้าเสนอ ซึ่งถ้ารวมเสียงฝั่งผู้บริหารถ้าได้อีก 10% มาเป็นเสียงก็ได้แค่ 45% ก็ยังแพ้เสียงส่วนใหญ่ เขาถามผมว่าจะเอายังไง

ผมบอกเขาว่าเรื่องอย่างนี้มันอยู่ที่การเจรจา แล้วมันก็เพื่อนกันทั้งนั้นไม่ได้โกรธกันด้วย เพียงแต่ที่อยากแยกตัวเพราะต้องการไปทำธุรกิจของตัวเองประเภทอื่น ผมเสนอว่าลองคุยในที่ประชุมอีกครั้งเสนอคนละครึ่งทาง ให้แบ่งหุ้นคืนพร้อมกำไรสะสมรวม 4 เท่า 650,000 คูณ 4 ก็เท่ากับ 2.6 ล้านบาท มากกว่าข้อเสนอแล้ว 6.5 แสนบาท คือ 1.95 ล้านบาท

2.6 ล้าน ข้อเสนอใหม่ กับ 3.25 ล้าน ข้อเสนอหุ้นส่วน ต่างกันอยู่ 6.5 แสนบาท ต้องเจรจากันเพราะการขายหุ้นไม่ใช่ปิดบริษัท 6.5 แสนบาทก็เป็นการดำเนินกิจการต่อ ผู้บริหารเขาต้องรับความเสี่ยงเองในอนาคต ดีกว่าคุยกันแข็งๆ ทะเลาะกันเปล่าๆ

จะเทียบการขายหุ้นเหมือนในตลาดหลักทรัพย์ก็คงไม่เหมือนกันซะทีเดียว เพราะการขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แบบนั้นมันอยู่ผู้เสนอซื้อ ก้บผู้เสนอขาย ราคามันตรงกัน และราคาเป็นที่พอใจ

แต่การขายหุ้นแบบนี้มันเหมือนทิ้งบริษัท เลิกกิจการก็ต้องคุยกันให้จบ ดีกว่าเป็นคดีความโดนทนายกินค่าว่าความให้อีก

ไม่ค้าความดีที่สุด

สาม สอเสือ

 

Copy right @ 2013 by nsbest.co.th All rights reserved .

120 ถนนเสนานิคม 1 แขวงลาดพร้าว เขตลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร

โทร 02-9423520-2 โทรสาร 02-5702569