บันทึกวันที่ 15 ธันวาคม 2549

GDP ชาวบ้าน

บรรยากาศก่อนปีใหม่ปีนี้มันดูเหงา ๆ นะครับวันก่อนผมโทรไปพูดคุยกับพี่ชาย 2 คนซึ่งเปิดร้านขายของเครื่องใช้ ร้านใหญ่พอสมควรเล่าบรรยากาศที่ผ่านมา ลำพังสู้กับห้างใหญ่ที่มาเปิดใกล้ร้านทั้ง 2 แห่งก็เหนื่อยแล้ว แต่อาศัยเปลี่ยนสินค้าที่ขายพยายามไม่ให้เหมือนกับห้างใหญ่ก็พอทำมาค้าขายไปได้ ถึงแม้ว่ายอดขายจะไม่เหมือนเดิมแต่ก็พออยู่ได้ ใช้วิธีประหยัดรายจ่าย มีคนแนะนำหลายคนว่าให้เลิกกิจการได้แล้ว เพราะอยู่ต่อไปมีแต่แห้งตายยอดขายจะตกลงไปเรื่อย ๆ พี่ชายบอกว่าพยายามสู้ต่อเพราะถ้าหากเลิกกิจการก็ไม่รู้ว่าจะไปทำอะไร คำพูดเหล่านี้คงเหมือนกับพ่อค้าแม่ค้าทั่วบ้านทั่วเมือง ที่ไม่รู้ว่าจะทำอะไรกันดีถ้าหากจะเลิกลา

เล่าย้อนหลังไป 2 เดือนที่ผ่านมาหลังจากมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง มีรัฐบาลมาจากการแต่งตั้ง น้ำท่วมแถวสุพรรณบุรี อยุธยา อ่างทอง ปักษ์ใต้ยิงกันเป็นว่าเล่นไม่รู้ว่าเกี่ยวกับเศรษฐกิจชาวบ้านด้วยหรือไม่ แต่ขณะนี้พี่ชายเล่าว่าไม่ใช่คางเหลือง (ภาษาที่ใช้เปลี่ยนเทียบอาการสาหัส) แต่เป็นคางเขียว และขาว เพราะอยู่ดี ๆ ยอดขายก็ช็อกไปเฉย ๆ ทำการค้าแทบไม่ได้เลยหน้าตาช่วงนี้ดูซีดเซียว พี่ชายถามผมว่าบรรยากาศแบบนี้จะอีกนานมั้ย เพราะเห็นผมทำงานสำนักงานบัญชีมีลูกค้ามากมาย ผมบอกไปว่าช่วงนี้ลูกค้าของบริษัทก็ช็อกเหมือน ๆ กัน

ผมย้อนคำพูดไปว่าเป็นอย่างไรบ้างเชียร์กันดีนักปฎิวัติ เรื่องนี้ความจริงผมอยากจะเขียนตั้งแต่วันแรกที่เกิดเรื่อง คือตั้งแต่วันที่ 20 กันยายน 2549 แต่ก็ไม่อยากเขียนเพราะกระแสแรงเหลือเกินไม่เหมือนสมัยที่ทำงานนักข่าวตอนนั้นความกล้ามันเยอะ ถ้าเห็นแบบนี้จะเขียนทันที พี่ชายถามผมว่าจะเป็นแบบนี้อีกนานมั้ย ผมเองก็ไม่ใช่ว่ารู้ไปเสียทั้งหมดแต่ประเมินจากตัวเอง และสิ่งรอบข้างที่ได้พบเห็นผมบอกว่าประมาณ 2 ปีเป็นอย่างน้อยเพราะขณะนี้ผ่านไปแค่ 3 เดือนอะไร ๆ ก็เริ่มโผล่กันมาแล้ว

ช่วงนี้ก็เป็นช่วงโยนกลองไปที่รัฐบาลทักษิณอะไรไม่ดีก็โยนใส่ เหมือนกับช่วงที่ผ่านมา 4-5 ปีอะไรไม่ดีก็โทษประชาธิปัตย์ว่าในอดีตทำไม่ดี ดูต่อไปยังเหลือกลองอีกหลายชุดที่ต้องโยนใส่ สินค้าเกษตรราคาตก ข้าวราคาตก ยางราคาตก ค่าเงินบาทแข็ง ส่งออกกำลังจะพังใครจะเป็นจำเลยคนต่อไป ดูเหมือนธนาคารแห่งประเทศไทยที่บาดเจ็บจากฟองสบู่ปี 2540 ยังกล้า ๆ กลัว ๆ เพราะกลัวจะซ้ำแผลเดิมคือเป็นจำเลยของสังคม

สมัยก่อนมี ส.ส. มีพรรคการเมือง เพื่อคะแนนเสียงเห็นชาวบ้านเดือนร้อนก็ต้องรีบเข้าไปช่วย รีบรายงานให้หัวหน้าพรรคปันงบประมาณเข้าไปช่วย ลำพังอาศัยข้าราชการประจำคงไม่ทันรู้ ๆ กันอยู่ว่าทำงานอย่างไร ช่วงนี้รัฐบาลนั่งอยู่บนหอคอยมือไม้ในระดับพื้นที่ขาดหาย ไม่มีใครเป็นธุระให้ น้ำท่วมเห็นบอกว่าน้ำน้อยกว่าปี 2538 ไม่น่าเชื่อว่าจะท่วมนานกว่า 3 เดือนไร่นาเสียหายชาวบ้านไม่มีกินไม่มีเงิน จับจ่ายใช้สอยน้อยลงทุกอย่างมันก็กระทบไปถึงพี่ชายผม ที่เป็นร้านค้าระดับเล็ก เพราะเศรษฐกิจชาวบ้านจะเริ่มต้นจากชาวสวนชาวนา เมื่อต้นทางไม่มีเงิน ไปเสียแล้วไม่ต้องดูผลกระทบกลางทาง และมันก็ต้องกระทบต่อไปที่ปลายทางของเศรษฐกิจชาวบ้าน

สมัยก่อนยุคฟองสบู่แตกใหม่รัฐบาลไทยรักไทย เข้ามาควบคุมนโยบายช่วงนั้นรณรงค์ให้ใช้เงิน เพื่อจะให้เงินหมุนเวียนหลายรอบยิ่งดีเพราะมูลค่าของเงินจะเพิ่มขึ้น เศรษฐกิจที่ติดลบก็ค่อยโงหัวขึ้นชาวบ้านรู้จุดประสงค์ของการใช้เงิน เงินยิ่งหมุนเศรษฐกิจก็ยิ่งกระเตื้องขึ้น ที่คาดว่าจะทรุดหลายปีก็ดีเร็ววันเร็วคืน ถึงวันนี้รัฐบาลไทยรักไทย กลายเป็นจำเลยเพราะนโยบายปล่อยให้ชาวบ้านใช้เงินกันฟุ่มเฟือยทำให้เป็นหนี้กันทั่วหน้า เงินที่ชาวบ้านกู้ว่าลงทุนมาใช้จ่ายไหลไปอยู่กับเศรษฐี (พูดแทนชาวบ้านทั้งนั้น)

ชาวบ้านไม่ใช่นักเศรษฐศาสตร์ไม่รู้หรอกว่าต้องทำอย่างไร ต้องจัดการกับชีวิตอย่างไร เชื่อผู้นำชาติพ้นภัย ผู้นำบอกให้ทำก็ทำ ถึงวันนี้ผู้นำมันเยอะเหลือเกิน มีอำนาจทีก็บอกว่าผู้นำคนเก่าผิด นโยบายก็เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา จนชาวบ้านงงไม่รู้จะฟังใครดี

เรื่องสุดท้ายที่อยากจะเขียนถึงก็คือ เอามหาวิทยาลัยของรัฐออกนอกระบบ ผมไม่รู้ว่าถูกหรือผิด แต่บอกตามตรงไม่ถูกใจและมองโลกในแง่ร้ายได้เยอะ ถ้าหากมหาวิทยาลัยของรัฐออกนอกระบบจริง ๆ เพราะทุกวันนี้ศักดิ์ศรีความเป็นครูในสายตาของศิษย์ก็แทบจะมีไม่เยอะอยู่แล้ว ครูจ้างมาสอน ฉันเสียเงินมาเรียน ใครจะทำไมมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงสะสมความดีต่อไปก็คือธุรกิจ ค่าเทอมค่าหน่วยกิตคงขึ้นราคากันจนเรียนไม่ไหว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ตอบว่าจะดูแล แต่ก็คงไม่ได้มากเนื่องจากเป็นหน้าที่ของกรรมการสภามหาวิทยาลัย ได้แต่บอกว่าถ้าหากมีผลกระทบจะเข้าไปดูแลให้ เอาแค่ค่าไฟฟ้า ที่กำหนดด้วยการไฟฟ้าฝ่ายผลิต และเข้าครม. ยังแทบจะไม่มีปัญญาจะไปกำหนดอะไรมาก แล้วนี่มหาวิทยาลัยของรัฐไม่รู้ว่ามีกี่แห่ง ในอนาคตออกนอกระบบกันเยอะ จะมีปัญญาที่ไหนมาดูแล เพื่อความเป็นเลิศในวิชาการ แต่มนุษย์ในชาติกำลังจะถูกกีดกัน ความว่าเป็นเลิศในวิชาการ การนำมหาวิทยาลัยของรัฐออกนอกระบบไม่น่าจะเป็นคำตอบที่ถูกต้องตรงนัก ขนาดรัฐกำกับดูแลยังไม่สามารถทำอะไรได้แล้วออกนอกระบบก็ไม่ต้องฟังใครแล้ว มหาวิทยาลัยคือตลาดการค้าวิชาการ ที่ใครจะซื้อก็ซื้อโดยราคาค่างวดกำหนดมาแล้ว

คราวนี้ครูจะเป็นเรือจ้างตัวจริง ถึงฝั่งก็ถีบหัวเรือส่ง ศักดิ์ศรีของสถาบันอันทรงเกียรติ ก็คงจะกระทบ ในไม่ช้า สักวันหนึ่งก็แทบจะไม่มีการพูดถึงความเป็นสถาบัน ฉันเสียเงินมาเรียน ครูถูกจ้างมาสอน แล้วมันจะมีประโยชน์อะไรมานั่งทำลายสถาบันการศึกษาที่เรารัก ที่เราเคยเรียนให้หมดไปจากความรู้สึกในใจ เป็นเลิศทางวิชาการ ฉันเสียเงินมาเรียน ครูถูกจ้างมาสอน

โปรดฟังอีกครั้งหนึ่ง

สาม สอเสือ

 

Copy right @ 2013 by nsbest.co.th All rights reserved .

120 ถนนเสนานิคม 1 แขวงลาดพร้าว เขตลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร

โทร 02-9423520-2 โทรสาร 02-5702569