บันทึกวันที่ 8 สิงหาคม 2550

น้ำตาผู้ประกอบการ

รัฐบาลถังแตกคำนี้เชื่อว่าหลายคนเคยได้ยินมา ไม่ว่าจะเป็นเงินเดือนพวกพนักงานอัตราจ้างข้าราชการ ที่กระเบียดกระเสียนหาเงินมาจ่าย ลูกค้าหลายรายที่ทำงานกับราชการเห็นว่าช่วงนี้เงินออกช้ามาก งบประมาณปีหน้าจัดทำงบประมาณแบบขาดดุล ถ้าหากจำไม่ผิดประมาณแสนกว่าล้าน หน่วยไล่ล่าภาษีที่สำคัญของรัฐบาลก็คือกรมสรรพากร ที่หาเงินได้เป็นกอบเป็นก้อนเนื้อเป็นหนังมากที่สุด

เรื่องที่จะเขียนนี้เป็น 3 เรื่องรวดความจริงแล้วก็ไม่ใช่ความผิดของเจ้าหน้าที่กรมสรรพากร เพราะทุกคนทำตามหน้าที่ผู้ประกอบการบางรายทำตัวเองแท้ ๆ ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์
เรื่องนี้จะมีการเขียนคำย่อแบบภาษี เช่น ภ.พ.30 ก็คือ แบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม และแบบ ภ.ง.ด.50 คือ แบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล

เรื่องแรกเป็นบริษัททำโฆษณา ทำพวกมิวสิควิดีโอเป็นงานหลักเปิดดำเนินกิจการมาตั้งแต่กลางปี 2549 เรื่องมีอยู่ว่าบริษัทแห่งนี้จ้างบุคคลท่านอื่นจดทะเบียนบริษัท ผมไม่ทราบว่าเป็นสำนักงานบัญชีหรือไม่ เพราะผู้ประกอบการจำชื่อไม่ได้จำได้แต่ชื่อเล่น และไม่มีเบอร์โทรศัพท์ติดต่อ หลังจากจดทะเบียนเสร็จสิ้น ผู้ประกอบการให้เอ็นเอส เบสท์ เป็นผู้ดูแลงานบัญชีตั้งแต่เริ่มต้น เนื่องจากกิจการเริ่มมีรายได้ตั้งแต่เดือนแรกที่เปิดดำเนินงาน และจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มจึงมีหน้าที่ในการยื่นแบบ ภ.พ.30 ทุกวันที่ 15 ของเดือนช่วงเดือน 2 เดือนแรกไม่มีปัญหาไปมีปัญหาเดือนที่ 3 เนื่องจาก 2 เดือนแรกเป็นดำเนินงานมาก็มีภาษีที่ต้องชำระทันที ในเดือนที่ 3 มีเครดิตภาษีอยู่ประมาณ 17,000 บาท ตัวเลยกลม ๆ เรื่องก็ผ่านไปได้จนกระทั่งมีการปิดงบการเงินปี 2550 ประมาณเดือน 4 มีเอกสารประเมินจากเจ้าหน้าที่กรมสรรพากร ว่าคุณไม่มีสิทธิเครดิตภาษีมาใช้เพราะเป็นการยื่นเพิ่มเติม พวกเราก็งงเพราะเป็นการยื่นครั้งแรกไม่ใช่เป็นการยื่นเพิ่มเติม รีบตรวจเอกสารในแฟ้มของลูกค้าปี 2549 ก็ยังคงยืนยันตามเดิมว่าเรายื่นเอกสาร ภ.พ.30 เป็นฉบับแรก ก็เลยโทรไปสอบถามเจ้าหน้าที่ว่าเกิดเหตุอะไร เพราะเราใช้สิทธิถูกต้องทุกอย่าง เจ้าหน้าที่แจ้งว่ามีการยื่นแบบ ภ.พ.30 มาก่อนในวันที่ 12 ซึ่งของเรายื่นวันที่ 15 เดือนเดียวกัน เจ้าหน้าที่เรียกพบแต่กว่าจะไปพบเจ้าหน้าก็ปาเข้าไป 26 วันหลังจากหนังสือเชิญพบจากเจ้าหน้าที่ประเมินสรรพากร เจ้าหน้าที่นำแบบภ.พ.30 ที่ยื่นวันที่ 12 มาให้ดูมีตรายางผู้ประกอบการ แต่ลายเซ็นต์ไม่ใช่ ซึ่งไม่ใช่ประเด็นสำคัญว่าใครเซ็น แต่ประเด็นอยู่ที่ว่า "ใครวะยื่น ภ.พ.30 เดือนนั้นในวันที่ 12 แถมยื่นก่อนเราและมีตรายางของบริษัทประทับถูกต้อง" ถามไปถามมาได้ความว่าน่าจะเป็นผู้จดทะเบียนคนเดิม ทางผู้ประกอบการตั้งประเด็นว่าไม่รู้เจ้าคนจดทะเบียนคิดจะแก้เผ็ดหรือไม่ที่ไม่ได้บัญชีต่อ เพราะประทับตราในแบบ ภ.พ.30 คงหลายแผ่นก่อนจะคืนตรายางให้ผู้ประกอบการ เมื่อรู้ว่าไม่ได้ทำบัญชีต่อ แต่ผมเองก็แก้ต่างไปว่าไม่น่าจะเป็นไปได้ ผมว่าน่าจะเกิดความไม่ชัดเจนในการว่าจ้าง และก็ไม่ได้บอกให้เขารู้ว่าไม่ได้ทำบัญชีกับเขา ทางผู้จดทะเบียนก็กลัวผู้ประกอบการจะถูกปรับเพราะยื่นแบบไม่ทันก็เลยอาสายื่นแบบ ภ.พ.30 ให้ แต่ไม่มีการบอกกล่าวคือเป็นความหวังดีนั่นเอง

ทำให้แบบ ภ.พ.30 ที่สำนักงานบัญชีเอ็นเอส เบสท์ ยื่นเป็นแบบเพิ่มเติมแทนที่จะเป็นแบบแรกคือยื่น ปกติผมเลยต้องรีบขับรถไปทำเรื่องยื่นคัดค้านที่กรมสรรพากรภาคในวันเดียวกันเพราะเหลือว่าอีกแค่ 4 วันคือถ้าหากจะคัดค้านต้องคัดค้านภายใน 1 เดือนเรื่องนี้ยังคาอยู่ที่สรรพากรภาคไม่รู้จบอย่างไร เพราะผมร่ายหนังสือคัดค้านไป 2 หน้ากระดาษ A4 และก็ยืนยันว่า ภ.พ.30 ที่ยื่นในวันที่ 12 ไม่ใช่ของผู้ประกอบการและไม่รู้เรื่องด้วย เรื่องนี้จะจบอย่างไร เฮ้อ...รอฟังข่าวดีจากสรรพากรอยู่

เรื่องสองเป็นผู้ประกอบการเกี่ยวกับเดินระบบคอมพิวเตอร์มี 2 บริษัทพรรคพวกแนะนำมา 1 บริษัทมีรายการค้างภาษีอยู่แต่ไม่มากด้วยเหตุที่ทำงานแล้วเก็บเงินไม่ได้ แต่ออกใบกำกับภาษีไปแล้วภาษีน่าจะค้างอยู่ประมาณ 2 ถึง 3 หมื่นบาท นอกจากนั้นยังมีรายการรายได้ที่รับแล้วไม่ได้ยื่น แถมไม่เอาให้สำนักงานบัญชีด้วยก็เลยไม่ได้ตั้งเจ้าหนี้กรมสรรพากรเอาไว้ ทำให้โดน 2 เด้งทั้งภาษีมูลค่าเพิ่ม ภ.พ.30 และภาษีเงินได้นิติบุคคล ภ.ง.ด.50 บันทึกรายได้ต่ำกว่าที่เจ้าหน้าที่ประเมินเห็นผู้ประกอบการก็เลยต้องไปทำเรื่องของผ่อนชำระเพราะไม่มีเงินก้อน

ผู้ประกอบการรายเดียวกันนี้มีอีก 1 บริษัทที่เปิดดำเนินการมาก่อนบริษัทแรก ให้ทางสำนักงานบัญชี เอ็นเอส เบสท์ ปิดงบการเงินซึ่งไม่มีรายการเคลื่อนไหวเราก็เห็นว่าไม่มีรายการเคลื่อนไหวมาตั้งแต่ปี 2548 พยายามสอบถามแล้วผู้ประกอบการว่ามีรายได้รายจ่ายหรือไม่ ก็ให้คำตอบว่าปี 2549 ไม่มีเอกสารแม้แต่ชิ้นเดียว มีแต่งบการเงินปี 2548 นอกจากนั้นแบบ ภ.พ.30 ก็ไม่ได้ยื่นมาหลายเดือนทำให้เจ้าหน้าที่สรรพากรออกใบยกเลิก ภ.พ.30 มาก่อนหน้านั้นพร้อมเรียกพบผู้ประกอบการเข้าพบเพื่อยื่นคัดค้านคำสั่งหรือไม่ ผมเองต้องไปรับฟังแทนก็ได้ความว่าบริษัทรายนี้มีรายได้เข้ามาเกือบ 5 ล้านแต่ยื่นแบบภาษีไม่ครบขาดไป 2 ล้านกว่าบาทผมเลยไปถามเอาความจริงว่าเกิดอะไรกันแน่ ผู้ประกอบการเล่าว่าบริษัทนี้เปิดมาตั้งแต่ปี 2547 ทำการค้ากับเพื่อนโดยครั้งแรกเปิดกิจการที่บ้านเพื่อนแถวอำเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ โดยผู้มีอำนาจเซ็นเป็นเพื่อนคนเดียว ตนเองไม่มีสิทธิเซ็นทั้ง ๆ ที่ถือหุ้นเท่ากันจนกระทั่งเกิดเรื่องบาดหมางก็เลยขอมีอำนาจเซ็นด้วย ทำอยู่ได้พักเดียวเพื่อนก็ใจดีโอนให้หมดให้มีอำนาจเซ็นคนเดียวและย้ายมาอยู่ที่บางบอน โดยไม่รู้เลยว่าปัญหาใหญ่กำลังมาเยือน เพราะเพื่อนไปทำระยำตำบอนไว้เยอะคือ ทำงานได้เงินออกใบกำกับภาษีแต่ไม่ยื่นภาษี เพราะไม่ต้องการบอกเพื่อนกลัวเสียส่วนแบ่ง ก็เลยบอกว่าบริษัทขาดทุนตลอดไม่มีรายได้ หลังจากที่ผู้ประกอบการได้อำนาจเซ็นก็คิดว่าน่าจะควบคุมบริษัทได้เพราะเป็นเจ้าของคนเดียว ที่ไหนได้เจ้าหน้าที่สรรพากรประเมินภาษีทั้งภาษีมูลค่าเพิ่มที่ไม่ได้ยื่น และ ภ.ง.ด.50 ภาษีเงินได้ยื่นขาดเพราะรับรู้รายได้น้อยกว่าความเป็นจริงขณะนี้เจ้าหน้ากำลังทำการประเมินอยู่ แต่ผมดีดลูกคิดแล้วน่าจะถูกประเมินภาษีทุกอย่างรวมเบี้ยปรับเงินเพิ่มไม่น่าจะน้อยกว่า 6 แสนบาทผู้ประกอบการแทบช็อกจะโอนกลับไปที่เพื่อนก็คงไม่เอาอยู่แล้วเพราะรู้ ๆ กันอยู่จะถือไว้ก็กำขี้กองโตผมก็ได้แต่ปลอบใจ แต่ให้คำปรึกษาว่าคดีนี้เป็นคดีแพ่งฟ้องร้องเรียกเงินคืนจากบริษัท และกรรมการผู้มีอำนาจในขณะที่ทำการฟ้องอยู่ เมื่อยังไม่มีการฟ้องบริษัท กรรมการผู้มีอำนาจยังโยกได้ (เรื่องนี้ผมไม่สรุปให้อ่านแต่บอกลูกค้าไปหมดแล้ว)

เรื่องสามเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด นำเข้าสินค้าเกี่ยวกับเครื่องพิมพ์ผ้าขนาดใหญ่ และอุปกรณ์เกี่ยวกับเครื่องพิมพ์ผ้า และรับซ่อมบำรุงอุปกรณ์เกี่ยวกับเครื่องพิมพ์ เปิดดำเนินการมาหลายปีมาช่วง 2 ปีหลังเห็นงบการเงินเริ่มขาดทุน ได้บอกผู้ประกอบการไปเหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้นได้รับการแจ้งว่าช่วงนี้ขายไม่ดี และงานซ่อมก็ไม่มี โดนเจ้าหน้าที่สรรพากรเข้าตรวจสภาพกิจการพร้อมสอบถามเรื่องต่างๆ จากเจ้าหน้าที่ห้าง ๆ และขอดูเอกสารบางส่วน สุดท้ายถูกประเมินภาษีพบสินค้าคงเหลือขาดสต๊อกประมาณ 2 ล้านกว่าบาท มาพบความจริงว่าเจ้าของไม่ได้เข้าห้างฯ มาเกือบ 2 ปีเพราะสุขภาพไม่ดีจึงให้ญาติมาดูแลแทนทั้งสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศ และขาย รวมทั้งรับงานซ่อมเจ้าหน้าที่สรรพกาตรวจพบว่าบริษัทมีรายได้จากการซ่อมแต่รายได้ไม่เคยเข้าห้างฯ พนักงานรวมหัวกันรับงานซ่อมแต่ไม่ออกกำกับภาษีแถมเอาอุปกรณ์ของห้างฯ ไปใช้ทุกชนิดไม่เว้นแม้แต่รถยนต์ เรื่องนี้สรรพากรไม่ติดใจเพราะตรวจสอบยาก แต่มีประเด็นที่น่าสนใจก็คือมีการสั่งสินค้าจากประเทศจีนมาหลายครั้งหลายหน ตั้งแต่ปี 2548 จนถึง 2549 สามารถตรวจสอบได้จากศุลกากรท่าเรือ สินค้าไม่เคยมีรายงานว่าจำหน่ายออกไป แต่ในสินค้าคงเหลือไม่มีแล้ว เจ้าหน้าที่เรียกสอบถามพร้อมตั้งประเด็นว่าเกิดการทุจริตโดยพนักงาน เพราะเจ้าของให้พาสเวิล์ดสั่งซื้อสินค้าจากประเทศจีน ทุกท้ายถูกประเมินภาษีรวมแล้วเกือบ 3 แสนทั้ง ภ.พ.30 และ ภ.ง.ด.50 ตั้งแต่ปี 2548 และ 2549 และเจ้าหน้าที่สรรพากรแนะนำว่าภาษีที่เกิดขึ้นห้างฯ ต้องรับผิดชอบแต่ถ้าหากปล่อยไว้อย่างนี้โดนอีกแน่แนะนำว่าควรจดทะเบียนเลิกห้างฯ และเปิดบริษัทใหม่ลูกน้องเก่าโล๊ะให้หมดไม่รู้ว่าใครรู้เห็นเป็นใจบ้าง แต่เจ้าของรู้ว่ารวมหัวกันเกือบทั้งห้างฯ เจ้าของยอมจ่ายภาษีทุกประเภท และกำลังดำเนินการปิดอยู่

ถึงไปบอกเรื่องนี้ "น้ำตาผู้ประกอบการ" แท้ ๆ แต่ที่แน่ ๆ ทำตัวเองล้วน

สาม สอเสือ

Copy right @ 2013 by nsbest.co.th All rights reserved .

120 ถนนเสนานิคม 1 แขวงลาดพร้าว เขตลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร

โทร 02-9423520-2 โทรสาร 02-5702569