8 พฤษภาคม 2551

ใครอยากได้ถนน

หลายวันมานี้ผมแทบจะไม่ได้เปิดดูอินเตอร์เน็ตเลย ทั้งที่ต้องรับผิดชอบขีดเขียนเรื่องต่าง ๆ ด้วยอารมณ์ที่ไม่ปกตินักก็เพราะมัวแต่ไปติดตามข่าวสารบ้านเมือง และเศรษฐกิจมากเกินไป ไม่ปล่อยวางอ่านแล้วก็คิดตามไปเรื่อยทำให้หัวสมองไม่ได้พัก ผมเอ่ยกับพรรคพวกผมว่า การติดตามข่าวสารทางหนังสือพิมพ์กับโทรทัศน์ ของผมครั้งหนึ่งเคยเกิดขึ้นมาแล้ว คือปล่อยวางไม่ดูไม่อ่านเหมือนกับถึงจุดอิ่มตัว ผมทำแบบนี้เกือบ 1 เดือนเต็ม แต่ก็ใช่ว่าจะไม่รับรู้เอาเสียเลย แต่จะมีคนมาเล่าข่าวสารให้ฟังว่าผมอ่านเรื่องนั้นเรื่องนี้หรือไม่

วันนี้ที่ผมลงมือขีดเขียนเหตุการณ์เริ่มวนกลับ ผมไม่ได้ดูข่าวทางโทรทัศน์มาเกือบ 1 สัปดาห์ได้แต่อ่านหนังสือพิมพ์ แต่ก็เริ่มไม่ลงลึกอ่านแต่เพียงหัวข่าว และก็บทความว่ามีความเคลื่อนไหวอย่างไรบ้าง อ่านไปก็เซ็งไปทั้งนักการเมือง และนักข่าว ผมไม่รู้เหมือนกันทำไมต้องอ่านข่าว เพื่อไม่ให้ตกข่าวหรือเปล่้าทั้งเศรษฐกิจ และการเมือง อาจเป็นเพราะผมเป็นสัตว์สังคมที่ต้องมีเรื่องสื่อสารกับผู้อื่นบ้างไม่ใช่ตกเป็นคนหลงยุคหลงสมัย

คงต้องพักเรื่องที่ไม่ได้ตั้งใจเขียนแต่อยากจะเขียนเรื่องที่อยากเขียนมาหลายวัน คือสงกรานต์ปีนี้ผมได้เที่ยวที่จังหวัดศรีสะเกษ ไม่ได้ไปพักโรงแรมหรือรีสอร์ต แต่ไปนอนบ้านเพื่อนที่เป็นชาวนา นี่เป็นครั้งแรกที่ผมไปอยู่บ้านที่น่าจะเรียกว่าชาวบ้านเต็มตัว ด้วยความที่ผมเป็นคนกรุงเทพ เกิดกรุงเทพก็เลยไม่มีญาติพี่น้องที่เกี่ยวกับทางด้านเกษตรกรรมเลยแม้แต่คนเดียว ทุกครั้งที่ฟัง ที่อ่านเรื่องของความทุกข์ของคนที่เป็นเกษตรกร ก็มักจะไม่ได้มักได้ผลอะไรนัก เนื่องจากชีวิตไม่เคยได้สัมผัสเลยแม้แต่ครั้งเดียว ก็คงเหมือนกับผู้บริหารประเทศบางคนไปพูดถึงข้าวยากหมากแพง ค่าเดินทาง ค่ารถเมล์ ค่ารถไฟ ก็มักจะเป็นการสัมผัสด้วยคำพูดกันมากกว่าไม่ได้ลงลึก หรือรู้ความเป็นจริงที่แสนสาหัสของคนกลุ่มนั้น การแก้ปัญหาก็เลยเป็นเรื่องของคนนั่งโต๊ะพูดถึงคนเดินดินกินข้าวแกง

ผมไปถึงศรีสะเกษเป็นช่วงเช้ามืดของวันที่ 12 เมษาด้วยความมืดก็เลยไม่ได้เห็นอะไรมากนัก แต่ก็แทบจะไม่ได้นอนในเช้าวันนั้น ด้วยความที่ชาวบ้านเขาตื่นเช้ากันมาก ๆ ก็เลยทำให้ผมต้องตื่นไปด้วย และก็ไม่อยากนอนต่อด้วยถึงแม้ว่าจะได้พักสายตาประมาณ 1 ถึง 2 ชั่วโมงผมถือว่าเพียงพอกับการเดินทางมาท่องเที่ยว

ตื่นเช้าขึ้นมาได้สัมผัสกับนาข้าวจริง ๆ จัง ๆ ก็คราวนี้เพราะตรงข้ามกับบ้านที่ผมไปพัก มีถนนดำ หรือถนนราดยางมะตอยพลาดอยู่หน้าบ้านถัดออกไปเป็นนาข้าวสุดลูกหูลูกตา แต่ในนาไม่มีข้าวเพราะเก็บเกี่ยวกับหมดแล้ว และช่วงนั้นเป็นช่วงที่มีข่าวว่าข้าวกำลังราคาดี ผมก็เลยถามกับแม่เพื่อนได้เงินเยอะมั้ย ได้รับคำตอบว่าชาวบ้านไม่มีใครได้เพราะข้าวจำนำไปหมดแล้ว ต้องรอฤดูกาลหน้าถ้าหากยังราคาดีน่าจะได้บ้าง หลังจากนั้นก็เป็นพูดคุยกันเรื่องนั้นเรื่องนี้

ผมสังเกตุเห็นชาวบ้านแบกจอบแบกเสียมลงไปในนา ก็ไม่ได้คิดอะไร คิดว่าน่าจะลงไปทำการเกษตรอะไรซักอย่าง ผมก็ไม่ได้ถามจนถึงอาหารเช้าก็มีกับข้าวกับปลา ซึ่งไม่ได้มากมายตามประสาชาวบ้าน แค่มีน้ำพริกปลาร้าหรือแจ่วบอง ผมก็อยู่ได้แล้ว เป็นน้ำพริกที่ผมได้ชิมครั้งแรกแล้วชอบสุด ๆ จนต้องกลับมาหัดทำ ทีแรกเพื่อนผมทำหน้างงที่ผมของสูตรการทำ ว่าผมเอาจริงเ้หรอเพราะผมเป็นคนกรุงเทพ และเป็นคนไทยเชื้อสายจีนด้วย หน้าตาตี๋สุด ๆ แต่มีอย่างหนึ่งที่เห็นมีขายอยู่ในกรุงเทพตั้งอยู่ในวงข้าวจานใหญ่เป็นแมลงผัด มีทั้งจิ้งหลีด จิ้งโกร่ง แมงกะชอน ผมไม่รู้ว่าภาษาอีสานเรียกว่าอะไร เขาบอกมาแล้วแต่จำไม่ได้ แต่ผมเป็นคนที่ไม่ค่อยเลือกกิน หรือพิถีพิถันกับการกินนัก เห็นเขากินอะไรผมก็กินอย่างนั้น ผมหยิบแมลงยัดใส่ปากทีละตัวอร่อยมากครับ เพราะรู้ว่านี่คือโปรตีนชนิดหนึ่งที่ชาวบ้านหาได้โดยไม่ต้องซื้อ และเห็นว่ากำลังนิยมกันไปในหลายประเทศ แต่ชาวบ้านคงไม่ได้คิดอย่างนั้นก็เพราะไม่มีอะไรกินก็เลยต้องกินจนเป็นความเคยชิน ผมนอกจากจะไม่ได้กินแมลงเป็นของกินเล่นเพียงอย่างเดียว แต่ผมเอามากินกับข้าวด้วย เห็นเพื่อนจับโรยลงไปในจานข้าวแล้วก็ตักกินกับแจ่วบอง ผมก็เอาบ้างการกินของผมกับชาวบ้านผมว่าไม่เหมือนกัน ผมกินในฐานะที่ไม่เคยกิน แต่ชาวบ้านกินในฐานะที่ไม่มีอะไรจะกินความแตกต่าง ๆ มันอยู่ตรงนี้ผมเลือกที่จะกินก็ได้ไม่กินก็ได้ แต่ชาวบ้านเลือกไม่ได้ว่าจะกินหรือไม่กิน เพราะไม่มีอะไรจะกิน

หลังจากกินอาหารเสร็จผมนั่งอยู่หน้าบ้านดูความแห้งแล้งของผืนนา แล้วก็นั่งคิดไปเองตามประสาของคนหัวสมองไม่ค่อยอยู่นิ่ง ผมค่อนข้างแปลกใจก็คือโครงการพัฒนาใด ๆ ที่ลงมาสู่ชาวบ้านโดยไม่ได้ถามว่าจริง ๆ แล้วชาวบ้านต้องการอะไรมากกว่าระหว่างถนน กับ น้ำ ที่นี่ถนนดำแทบจะไปติดที่นา แต่ไม่มีระบบน้ำให้เขาทำนาพึ่งพาธรรมชาติอย่างเดียวแล้วชาวบ้านจะลืมตาอ้างปากกันอย่างไร

เรื่องนี้ไม่ได้สรุปเองว่าชาวบ้านอยากได้น้ำ มากกว่าถนนดำถึงบ้าน เป็นคำบอกเล่าของคนแถวนั้น เพราะเขาสามารถสร้างอาชีพได้ทั้งปี ไม่ใช่ 1 ปีทำนาได้หนเดียวนอกนั้นก็ไปเป็นคนงานก่อสร้าง เพราะผมเห็นช่วงเช้ามีรถมารับชาวนาเหล่านั้นเป็นทำถนน เห็นบอกว่าเป็นของ อบต. ผมตั้งข้อสังเกตุแบบไม่เป็นมิตรมากนักว่า พวกผู้บริหารตำบล หรือจังหวัดคงไม่อยากให้ชาวบ้านมีน้ำหรอกครับ เพราะถ้าหากมีน้ำให้เขาทำเกษตรทั้งปี สิ่งที่ตามมาก็คือเจ้าของบริษัทรับเหมา ที่เป็นวงศ์ว่านหว่านเครือของผู้บริหารก็จะขาดแรงงานไปทำถนน ทำก่อสร้าง เรื่องนี้จริงไม่จริงไม่รู้แต่ชาวบ้านบอกผมว่าถ้าหากมีน้ำเขาไม่ไปทำก่อสร้างแน่นอน

อีกพวกที่ผมเบื่อสุด ๆ ก็พวกเอ็นจีโอ ที่เป็นผู้นำประท้วงผมว่าพวกนี้มีอะไรแอบแฝงมากกว่ารักชาวบ้าน

เขียนเรื่องนี้แล้วยิ่งมันถ้าหากมีเวลาจะขอเขียนตอน 2 ของขึ้นอีกแล้วเรา

สาม สอเสือ

 

Copy right @ 2013 by nsbest.co.th All rights reserved .

120 ถนนเสนานิคม 1 แขวงลาดพร้าว เขตลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร

โทร 02-9423520-2 โทรสาร 02-5702569