8 กรกฎาคม 2551

ต้นไม้ประชาธิปไตย

หลายเดือนมานี้ผมค่อนข้างเครียดไม่รู้สาเหตุจะว่าเรื่องงานเรื่องเงินก็ไม่ใช่ เพราะช่วงนี้งานบัญชีผมก็เยอะ ลูกค้าก็เพิ่มมากขึ้น สรุปไปสรุปมาคือมันไม่มีสมาธินั่นเอง เดี๋ยวนี้เวลาไปไหว้พระไม่ว่าจะเป็นพระที่วัด หรือพระที่บ้านก็ขอ 2 อย่าง ขอสติ กับสมาธิกลับมา เพราะที่ผ่านมาอ่านหนังสือไม่รู้เรื่อง เอาแค่เรื่องที่คิดไว้ว่าจะเขียน คิดออกเป็นร้อยเรื่อง สรุปได้เป็นสิบเรื่อง แต่ลงมือแค่หนึ่งยังทำไม่ค่อยได้

ปกติเวลาผมเขียนหนังสือ จะละเลงลงไปบนคอมพิวเตอร์ได้เลยใช้เวลาไม่นาน คิดว่าจะเขียนเรื่องอะไรนานกว่า เล่าย้อนกลับในสมัยเป็นนักข่าวเมื่อประมาณ 15 ปีที่แล้ว ผมใช้เวลาเขียนบทความแต่ละเรื่องเร็วกว่านี้หลายสิบเท่า ส่วนหนึ่งมาจากที่ความรับผิดชอบต่อบุคคลภายนอกนั้นมีน้อยมาก เนื่องจากมีหัวหนังสือพิมพ์คอยคุ้มกระลาหัว ก็คงเหมือนสื่อมวลชนหลายฉบับที่เป็นกันอย่างนี้ เขียนแบบไม่ต้องคิดมากว่าจะกระทบใครให้เสียหาย แต่ปัจจุบันผมต้องรับผิดชอบตนเองทุกกระเบียดนิ้ว แล้วก็เป็นคนไม่ชอบกระทู้ด่าคนนั้นคนนี้แล้วไม่กล้าเปิดเผยชื่อ เหมือนที่คนอื่นเขาทำกัน เพราะต้องรับผิดชอบต่อบุคคลที่สาม ที่อาจจะกล่าวถึงบ้างในที่ผ่านมา

กลับมาเรื่องสมาธิและความเครียด จะว่าไปแล้วถึงแม้ว่างานบัญชีจะมีมาก ลูกค้าก็เพิ่มขึ้นมากแต่ที่เครียดอาจจะเป็นเพราะว่าเห็นสภาพของลูกค้าแล้วเครียดแทน ด้วยค่าใช้จ่ายมันเพิ่มมากขึ้นรุนแรงและรวดเร็วเกินไป โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายในเรื่องของน้ำมัน เล่นเอาคนรอบข้างหน้าเหี่ยวหน้าแห้งตาม ๆ กัน ถึงแม้ว่างานบัญชีของผมจะดีขึ้น แต่คนรอบข้างมันแย่ลง แล้วผมจะสงบจิตสงบใจว่าผมดีคนเดียวไปได้อย่างไร มันก็เลยออกลูกว้าวุ่นตามไปด้วยเหมือนติดหวัด

เงินเฟ้ออีกแล้วมาตรฐานเดียวผมเขียนเรื่องนี้มากว่า 3 ปีแล้วแบงก์ชาติมาแนวเดิม เงินเฟ้อแล้วจ้าขึ้นดอกเบี้ยนะจ๊ะ โยนหินถามทางกันโครมใหญ่โชคดีช่วงนี้ หินไม่ค่อยนำทาง เพราะคนไม่ค่อยเห็นด้วยเยอะโดยเฉพาะผู้ประกอบการ อย่าไม่ถามนายแบงก์นะครับมาแนวเดียวกับนักวิชาการตำราฝรั่งทั้งดุ้น ขึ้นดอกเบี้ย ๆ ๆ ท่องเป็นคาถากันเงินเฟ้อ ส่วนผู้ประกอบการส่วนใหญ่ประสานเสียง ไม่เห็นด้วยขึ้นดอกเบี้ยเมื่อไหร่ต้นทุนเพิ่มอีกบาน ของยิ่งขายไม่ออกขืนบวกดอกเบี้ยไปในราคาสินค้าอีก มีหวังจอดไม่ต้องแจวทั้งคนกินและคนขาย

ไอ้เราหรือก็กิ๊กก๊อกมองเศรษฐศาสตร์ในกระเป๋าตังค์ ควักหายควักหายค่าน้ำมัน พรรคพวกคนรู้จักหลายคนบ่นเป็นหมีกินผึ้ง เงินมันไม่มีให้ควัก มันเฟ้อหรือมันฝืดวะตอบด้วย เงินเฟ้อ 9.8 เปอร์เซนต์ตื่นเต้นกันยกใหญ่ วาดภาพกันล่วงหน้าปล่อยให้เฟ้อแบบนี้ในอนาคตซื้อก๋วยเตี๋ยวกิน อาจต้องแบกกระสอบใส่เงินไปซื้อ เริ่มมีตัวอย่างแปลก ๆ จากประเทศนอก เงินเฟ้อ 300,000 เปอร์เซ็นต์จำประเทศไม่ได้ และก็ขี้เกียจจำ เพราะไอ้แบบนั้นกินก๋วยเตี๋ยวอาจต้องเอาเงินขนใส่กระบะรถยนต์ไปกินข้าว หรือใช้รถซาเล้งขนเงินเพราะน้ำมันแพง ส่วนประเทศไทยน้ำมันปีเดียวขึ้นไปเกือบ 100 เปอร์เซนต์ แต่ข้าวของขยับไป 20 เปอร์เซนต์ บวกไปบวกกลับกำไรไม่เท่าเดิม เผลอ ๆ ขาดทุนเสียด้วยซ้ำ

ก็อยากขายอ่ะ ผมไม่มีเงินซื้อโว้ย ลูกค้ากับพ่อค้าคุยกัน เงินเฟ้อหรือเปล่าวะ ไอ้เรื่องนี้ก็ทำให้สติแตก พาลทำให้ไม่มีสมาธิเหมือนกัน

ยังมีเรื่องอีกเยอะเขียนปัญหาเครียดทั้งหมดอาจต้องใช้พื้นที่ทั้งเว๊บ

อีกเรื่องที่เซ็งมาก ๆ ก็ประท้วงนี่แหล่ะ ประท้วงกันจริงเป็นเดือนเป็นปีไม่เบื่อกันบ้าง ใครอย่าแหยมพ่อด่าแหลก ดู ศรราม เทพพิทักษ์ ถูกด่าซะงอมพระราม พระพยอมพวกนี้ยังไม่เว้น แล้วไอ้แค่พระเอก ทำไมจะด่าไม่ได้วะ เขียนถึงแล้วเสียวสันหลังไม่รู้จะโดนด่าบ้างหรือเปล่า

เขียนเรื่องนั้นเรื่องนี้วกกลับมาเรื่องสุดท้าย รัฐธรรมนูญฉบับนี้นี่ดีแท้ หลายพรรคกำลังจะถูกยุบให้ไป "พักผ่อน" รัฐธรรมนูญคู่กับประชาธิปไตย เมืองไทยใช้กันมาแล้ว 76 ปี ยังลุ่ม ๆ ดอน ๆ มีสุภาษิต หรือคำคมไม่ทราบบอกว่า

"คิดการปีเดียว ปลูกพืชล้มลุก คิดการสิบปี ให้ปลูกบ้าน คิดการร้อยปี ให้ปลูกคน" แล้วประชาธิปไตยไทย ควรจะอยู่ในกลุ่มไหน กลุ่มบ้านก็ถือว่าปลูกมานานแล้ว ถ้าหากเป็นคนก็ยังเหลืออีก 24 ปีก็ครบร้อย

เราช่วยกันปลูกได้มั้ย ปลูกประชาธิปไตย ช่วยกันพูดช่วยกันเสนอแนะ บางคนไม่ช่วยปลูกยังพอทำเนา แต่บางกลุ่มขับรถถังถือปืนมาถอนประชาธิปไตยกันอีก

แล้วต้นไม้ประชาธิปไตยเมื่อไหร่จะโต เฮ่อ....เครียด

สาม สอเสือ

 

Copy right @ 2013 by nsbest.co.th All rights reserved .

120 ถนนเสนานิคม 1 แขวงลาดพร้าว เขตลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร

โทร 02-9423520-2 โทรสาร 02-5702569