14 กรกฎาคม 2551

เหตุแห่งไฟ

หลายเดือนมานี้ผมมีความรู้สึกสับสนตัวเอง จะว่าหมดไฟหรือ ก็ไม่ใช่ ผมตื่นเช้าและตื่นตัวตลอดเวลา ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาจนมีความรู้สึกว่าตัวเองเป็นทุกข์ พยายามหาเหตุแห่งทุกข์ พยายามเข้าไปแก้ สุดท้ายสิ่งที่ผมคิดว่าทำให้เกิดทุกข์กลับไม่ใช่ ผมคิดว่าเรื่องดูข่าวทางโทรทัศน์ ทำให้เกิดทุกข์ผมก็เลิกดู สุดท้ายความทุกข์ก็ยังคงอยู่ ผมคิดต่อไปว่าหรือจะเป็นเพราะหนังสือพิมพ์ ผมก็เลิกอ่านความทุกข์ก็ยังคงอยู่อีก

เล่าย้อนหลังไปหลายปีก่อนผมทุ่มกับการขอจดอนุสิทธิบัตรบัญชีเครีอข่ายอย่างมาก ผมใช้เวลากว่า 7 เดือนเขียนเอกสารเพื่อประกอบการขออนุสิทธิบัตร ผมเขียนเอกสารในการขอรวมแล้วไม่ต่ำกว่า 400 หน้ากระดาษ A4 เขียนไปเครียดไปแต่ก็มีความสุข จนกระทั่งเจ้าหน้าที่กรมทรัพย์สินทางปัญญาออกใบรับ และเลขเพื่อรับรอง ผมตั้งเป้าเปิดสำนักงานบัญชีแฟรนไชส์ ผมใช้เวลาในการเขียนคู่มือการทำงานรวมทั้งออกแบบ และคู่มือหลาย ๆ ประเภทผมใช้เวลาอีกเกือบ 8 เดือนจนกระทั่งสำเร็จแล้วผมก็วางมันเอาไว้ปล่อยให้มันเดินทาง ทางธุรกิจด้วยตัวมันเอง ช่วงนั้นเหนื่อยแต่ก็สนุกที่ได้คิด

หลังจากนั้นเข้ามาพัฒนาเว๊บไซค์เพิ่มเนื้อหาแตกกิ่งก้านสาขาจนเหมือนเดินหลงทาง ซึ่งขณะนั้นไม่มีความรู้สึกว่าหลงทาง และสับสน แต่ก็ไม่รู้ถึงความสับสนนั้นว่าเกิดจากอะไร คอมพิวเตอร์โดนไวรัสเล่นงานอีกทุกเครื่อง ผมเข้ามาศึกษาเกี่ยวกับไวรัสคอมพิวเตอร์เพิ่มขึ้นอีก ทุกอย่างผมซื้อความรู้ด้วยตำราหลายสิบเล่มผมไม่ได้เป็นช่างคอมพิวเตอร์ ผมแก้ปัญหาไม่เป็นว่าผมควรจะทำอย่างไร ผมกลับไปสู่การแก้ปัญหาคอมพิวเตอร์ด้วยวิธีใหญ่เกิดความจำเป็น เปรียบเหมือนผมต้องการแค่ขนวัว แต่ผมเลือกจะฆ่าวัวเพื่อเอาขน ผมใช้วิธีฟอร์แม็ทเครื่องพร้อม ๆ กันลงวินโดร์วใหม่ ใช้ไปซักพักเครื่องไหนติดไวรัสผมแก้ปัญหาด้วยวิธีเดิมคือ ฟอร์แม็ท เครื่องคอมฯ การทำเช่นนั้นยิ่งสร้างปัญหาในใจผมเพิ่มขึ้นอีก จนผมเดินกลับทางเดิมที่ผมควรจะเดินไม่ถูก เพราะการลงวินโดร์วใหม่ทุกครั้งที่ติดไวรัส มันไม่ใช่เรื่องสนุกเพราะนอกจากต้องใช้เวลาแล้ว ผมยังต้องใช้สมองอย่างมาก 10 เครื่อง 10 แบบเพราะผมไม่ใช่ช่างคอมพิวเตอร์ ที่ต้องดูแลเครื่องคอมฯ เกือบ 10 เครื่อง

ผมตัดสินใจอีกครั้งในการเลือกโปรแกรมป้องกันไวรัส สถานการณ์คลี่คลายทุกอย่างเบาลง แต่ความสับสนก็ยังคงอยู่ในใจ ยังหาต้นเหตุของการเกิดทุกข์ไม่ได้ ืทุกวันเรี่ยวแรงผมยิ่งหมด ผมตื่นเช้าเหมือนเดิม แต่เป็นการตื่นเพื่อทำหน้าที่ ไม่ใช่ตื่นเพราะต้องการทำหน้าที่ ความหมายของคำว่า "เพื่อ" กับ "ต้องการ" มันมีความหมายแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง คำว่า "เพื่อ" แสดงว่าผมถูกบังคับ แต่คำว่า "ต้องการ" แสดงว่าผมอยากทำและทำอย่างมีความสุข

ผมจำไม่ได้ว่าผมเช่าวีดีโอครั้งสุดท้ายเมื่อไร และผมดูละครทางโทรทัศน์เรื่องสุดท้ายเรื่องอะไร แต่ช่วง 1-2 เดือนผมดูเยอะผมก็ไม่รู้ว่าดูไปเพื่ออะไรดูก็ไม่รู้เรื่อง ละครโทรทัศน์ที่ผมไม่ค่อยได้ดูที่ผมติงว่าเป็นละครน้ำเน่าผมก็ดูเกือบทุกเรื่อง แต่ก็ดูไม่รู้เรื่องประติดประต่อเท่าใดนัก ผมไปพักผ่อนที่ชายทะเลที่เงียบสงบ แต่ใจผมไม่ได้สงบเลย

เช้าวันนี้ก็ยังคงเหมือนเดิมตื่นเช้ามาผมอ่านหนังสือพิมพ์เสร็จ ผมเปิดทีวีเปลี่ยนช่องไปเรื่อย ๆ สุดท้ายผมมาดูรายการถ้าหากจำไม่ผิด "จับกระแสโลก" ที่กำลังสัมภาษณ์ ดร.ก้องเกียรติ โอภาสวงการ ประธานกรรมการบริหาร บล.แอสเซท พลัส ซึ่งถือว่าเป็นนักการเงินชื่อดังในอันดับต้น ๆ ของประเทศไทย พูดถึงการเป็นนักสะสมภาพวาด และประติมากรรม ผมดูได้ไม่เกิน 5 นาทีซึ่งเป็นช่วงสุดท้ายของรายการ แต่เป็น 5 นาทีที่ผมคิดว่ามีค่ามากจริง ๆ

ดร.ก้องเกียรติ เล่าถึงการสะสมภาพวาดว่าชอบศิลปินที่มีแนวทางของตนเองที่ชัดเจน คือมี "ไฟ" ที่สร้างสรรค์ผลงานของตนเองออกมาเป็นแนวทางที่ใช่ ไม่ใช่ศิลปินที่ไม่มีแนวของตนเอง หรือ สะเปะสะปะออกนอกแนวของตนเอง เป็นคำที่อธิบายด้วยตัวหนังสือยากจริง ๆ แต่ผมได้ยินคำว่า "ไฟ" คำเดียวมันสื่อความหมายได้มากมาย

ผมมีพลังขึ้นทันที ผมหายมึนหัว ผมย้อนเวลาที่ผ่านมาที่ผมทำขึ้น ซึ่งไม่ได้เรื่องเลวร้ายเป็นเรื่องดีทั้งนั้นแต่มันไม่ใช่ผม ผมบอกตัวเองว่าผมสะเปะสะปะไปเสียนาน ผมปล่อยให้สิ่งเร้าภายนอกมาทำลาย ทั้ง ๆ ที่สิ่งเหล่านี้ไม่มีพลังพอที่จะทำลายผม นอกจากผมทำลายตัวเอง

ผมจมกับความทุกข์มานาน และผมก็ค้นเหตุแห่งทุกข์เจอแล้ว ขั้นต่อไปผมจะกลับไปดับทุกข์ เดินมากลับมาในเส้นทางที่ผมถนัดและชอบเหมือนเดิม

ผมรีบเขียนบทความนี้ขึ้นมาทันทีด้วยความกลัวลืม และถ้าหากจะมีประโยชน์บ้างสำหรับคนที่กำลังสับสน ให้เดินกลับเข้ามาแนวของตนเอง

ผมถือว่า เหตุแห่งไฟ ใช่ว่าจะสูญเปล่า

สาม สอเสือ

 
 

Copy right @ 2013 by nsbest.co.th All rights reserved .

120 ถนนเสนานิคม 1 แขวงลาดพร้าว เขตลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร

โทร 02-9423520-2 โทรสาร 02-5702569